m·กลศาสตร์ ๑–๒สอวน. ค่าย 1 · PHYSICS
บทพิเศษ · MATH TOOLKIT
BUILD YOUR FOUNDATION
∑

คณิตศาสตร์สำหรับกลศาสตร์ 2

Your Mechanics Math Toolkit

ทบทวนตั้งแต่การจัดสมการ ไปจนถึงเวกเตอร์ แคลคูลัส และสมการการสั่น พร้อมตัวอย่างที่เชื่อมกลับไปยังบทเรียนจริง

วิทยาการ: นายสาธิต ศิริวัชน์ (Mr.Satit Siriwach) AKA.COOLNUT

แผนที่คณิตศาสตร์: โจทย์แบบนี้ ใช้อะไร?

บทนี้อ่านเรียงตั้งแต่ต้นได้ หรือเปิดเฉพาะหัวข้อที่ติดขัดจากลิงก์ในหน้าเฉลย สัญลักษณ์ xx อาจหมายถึงพิกัด แต่เมื่อใช้กับสปริงต้องตรวจว่าเป็น ระยะจากจุดสมดุล หรือไม่ และทุกอนุพันธ์ต้องบอกให้ได้ว่ากำลังเปลี่ยนเทียบกับตัวแปรใด

สิ่งที่โจทย์ให้ / ต้องการ เครื่องมือ ใช้บ่อยในบท
แปลงหน่วย ตรวจว่าสูตรเป็นไปได้หรือไม่ หน่วยและมิติ ทุกบท
ย้ายข้าง ถอดราก เปรียบเทียบอัตราส่วน พีชคณิต 6–11
มุม การฉายเวกเตอร์ แขนโมเมนต์ ตรีโกณมิติ 6, 9, 11
แรงกับการกระจัด / ทอร์กกับโมเมนตัมเชิงมุม เวกเตอร์, dot, cross 6, 9, 11
รู้ตำแหน่งตามเวลา ต้องการความเร็วหรือความเร่ง อนุพันธ์และกฎลูกโซ่ 6, 8, 9
รวมแรงตลอดระยะทาง หรือรวมทอร์กตลอดเวลา อินทิกรัล 6, 9–11
แรงหลายมิติและเส้นทางโค้ง พารามิเตอร์และ line integral 6–7
พลังงานศักย์หลายตัวแปร หาสนามแรง อนุพันธ์ย่อยและ gradient 6–7
ทดสอบสนามอนุรักษ์ curl และโดเมน 6–7
หา x(t)x(t) ของการสั่น / การหน่วง สมการเชิงอนุพันธ์ 8, 11
หาคาบ แอมพลิจูด เฟสจากสถานะเริ่มต้น phase และ initial conditions 8
อ่านเสถียรภาพหรือประมาณใกล้สมดุล Taylor expansion 7–8, 10
อินทิเกรตการกระจายมวล องค์ประกอบมวลและเรขาคณิต 10
เลือกราก / ช่วงที่เคลื่อนที่ได้ / คาบจากพลังงาน กราฟและอินทิกรัลคาบ 7–8

1. หน่วย มิติ และเลขนัยสำคัญ

หน่วยเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ เช่น x=3,mx=3,\mathrm{m} กับ x=3,cmx=3,\mathrm{cm} ต่างกัน 100 เท่า ก่อนแทนค่าให้ใช้หน่วยชุดเดียวกัน ความเร็วต้องแปลงทั้งตัวเศษและตัวส่วน:

72kmh=72×1000m3600s=20m/s.72\,\frac{\mathrm{km}}{\mathrm{h}}=72\times\frac{1000\,\mathrm{m}}{3600\,\mathrm{s}}=20\,\mathrm{m/s}.

เขียน [Q][Q] แทนมิติของ QQ โดย M,L,TM,L,T แทนมวล ความยาว และเวลา กฎนิวตันให้ [F]=MLT−2[F]=MLT^{-2} ดังนั้น

[W]=[F][x]=ML2T−2,[P]=[W]/[t]=ML2T−3.[W]=[F][x]=ML^2T^{-2},\qquad [P]=[W]/[t]=ML^2T^{-3}.

[I]=ML2,[Langular]=[r][p]=ML2T−1.[I]=ML^2,\qquad [L_{\mathrm{angular}}]=[r][p]=ML^2T^{-1}.

บวกหรือลบได้เฉพาะปริมาณที่มีมิติเดียวกัน เช่น v0+atv_0+at ใช้ได้เพราะทั้งสองพจน์มีมิติ LT−1LT^{-1} ส่วน v0+av_0+a ใช้ไม่ได้ นอกจากนี้อาร์กิวเมนต์ของ sin⁡,cos⁡,exp⁡,ln\sin,\cos,\exp,\ln ต้องไร้มิติ: cos⁡(ωt)\cos(\omega t) จึงกำหนดให้ [ω]=T−1[\omega]=T^{-1}

ถ้า x(t)=2t+t2x(t)=2t+t^2 และใช้ xx เป็นเมตร tt เป็นวินาที ค่าสัมประสิทธิ์ต้องหมายถึง (2m/s)t+(1m/s2)t2(2\,\mathrm{m/s})t+(1\,\mathrm{m/s^2})t^2 ไม่ใช่จำนวนไร้หน่วยทุกตัว เก็บเลขทศนิยมระหว่างทางให้มากพอ แล้วค่อยปัดคำตอบสุดท้ายตามข้อมูลโจทย์

2. พีชคณิตที่ช่วยให้ไม่หลงระหว่างทาง

ย้ายข้างทีละการกระทำ

จากทฤษฎีบทงาน–พลังงาน ให้ทำการกระทำเดียวกันกับสองข้างเสมอ:

W=12mvf2−12mvi2.W=\frac12 mv_f^2-\frac12 mv_i^2. 2Wm=vf2−vi2⇒vf2=vi2+2Wm.\frac{2W}{m}=v_f^2-v_i^2\quad\Rightarrow\quad v_f^2=v_i^2+\frac{2W}{m}.

ถ้าต้องการ อัตราเร็ว ให้ใช้ vf=vi2+2W/mv_f=\sqrt{v_i^2+2W/m} ซึ่งไม่ติดลบ ถ้าต้องการความเร็วแบบมีทิศ สมการพลังงานเพียงอย่างเดียวให้ได้เพียงขนาด ต้องใช้ข้อมูลทิศการเคลื่อนที่เพิ่ม ถ้าปริมาณใต้รากติดลบ แปลว่าตำแหน่งปลายทางนั้นเข้าถึงไม่ได้ภายใต้สมมติฐานที่ใช้

สมการกำลังสองและการเลือกราก

at2+bt+c=0⇒t=−b±b2−4ac2a(a≠0).at^2+bt+c=0\quad\Rightarrow\quad t=\frac{-b\pm\sqrt{b^2-4ac}}{2a}\quad(a\ne0).

ตัวอย่าง t2−6t+2=0t^2-6t+2=0 ให้ t=3±7t=3\pm\sqrt7 ถ้าโจทย์ใช้แบบจำลองเฉพาะช่วง 0≤t≤30\le t\le3 รากที่ใช้ได้มีเพียง 3−7≈0.3543-\sqrt7\approx0.354 อย่าทิ้งรากเพียงเพราะมันมีเครื่องหมายลบอยู่หน้าสัญลักษณ์ราก ต้องดูค่าจริงและช่วงเวลา

อัตราส่วนลดความผิดพลาดจากการแทนเลข

ถ้า Iiωi=IfωfI_i\omega_i=I_f\omega_f หารด้วย IfωiI_f\omega_i จะได้

ωfωi=IiIf.\frac{\omega_f}{\omega_i}=\frac{I_i}{I_f}.

เมื่อ If=Ii/2I_f=I_i/2 อัตราส่วนเป็น 22 แต่พลังงานการหมุนใช้ K=12Iω2K=\frac12 I\omega^2 จึงต้องรวมการเปลี่ยนของ ทั้ง II และ ω\omega:

KfKi=IfIi(ωfωi)2=12(2)2=2.\frac{K_f}{K_i}=\frac{I_f}{I_i}\left(\frac{\omega_f}{\omega_i}\right)^2=\frac12(2)^2=2.

เอกลักษณ์ที่พบบ่อยคือ (a+b)2=a2+2ab+b2(a+b)^2=a^2+2ab+b^2 และ a2−b2=(a−b)(a+b)a^2-b^2=(a-b)(a+b) พจน์ 2ab2ab ห้ามหายไปเมื่อขยายกำลังสอง

3. เรเดียน ตรีโกณมิติ และการฉาย

เรเดียนนิยามจาก θ=s/r\theta=s/r จึงได้ s=rθs=r\theta เมื่อ θ\theta วัดเป็นเรเดียน และ 180∘=πrad180^\circ=\pi\,\mathrm{rad} ดังนั้น 30∘=π/630^\circ=\pi/6 ค่าที่ควรใช้ได้คล่อง:

มุม 00 π/6\pi/6 π/4\pi/4 π/3\pi/3 π/2\pi/2
sin⁡θ\sin\theta 00 1/21/2 2/2\sqrt2/2 3/2\sqrt3/2 11
cos⁡θ\cos\theta 11 3/2\sqrt3/2 2/2\sqrt2/2 1/21/2 00

ถ้าเวกเตอร์ขนาด AA ทำมุม θ\theta วัดจากแกน +x+x จะมีองค์ประกอบ

Ax=Acos⁡θ,Ay=Asin⁡θ,A2=Ax2+Ay2.A_x=A\cos\theta,\qquad A_y=A\sin\theta,\qquad A^2=A_x^2+A_y^2.

cosine เลือกด้านประชิดมุม ส่วน sine เลือกด้านตรงข้ามมุม การใช้ sin\sin หรือ cos\cos จึงต้องดูว่ามุมวัดจากแกนใด ไม่ใช่จำว่าแกน xx ใช้ cosine ทุกกรณี

แขนโมเมนต์คือระยะ ตั้งฉาก จากจุดอ้างอิงถึงแนวแรง: d⟂=r|sin⁡θ|d_\perp=r|\sin\theta| ตัวอย่างแรง 10N10\,\mathrm N กระทำที่ r=2mr=2\,\mathrm m และ θ=30∘\theta=30^\circ ให้ d⟂=1md_\perp=1\,\mathrm m และขนาดทอร์ก 10Nm10\,\mathrm{N\,m}

4. เวกเตอร์ ฐาน และขนาด

ฐานคาร์ทีเซียน 𝒊̂,𝒋̂,𝒌̂\hat{\mathbf i},\hat{\mathbf j},\hat{\mathbf k} มีขนาดหนึ่งและตั้งฉากกัน:

𝑨=Ax𝒊̂+Ay𝒋̂+Az𝒌̂,|𝑨|=Ax2+Ay2+Az2.\mathbf A=A_x\hat{\mathbf i}+A_y\hat{\mathbf j}+A_z\hat{\mathbf k},\qquad |\mathbf A|=\sqrt{A_x^2+A_y^2+A_z^2}.

บวกเวกเตอร์โดยบวกองค์ประกอบที่อยู่บนแกนเดียวกัน เช่น (2,−1,3)+(1,4,−2)=(3,3,1)(2,-1,3)+(1,4,-2)=(3,3,1) เวกเตอร์หน่วยตามแนว 𝑨\mathbf A คือ 𝑨̂=𝑨/|𝑨|\hat{\mathbf A}=\mathbf A/|\mathbf A| ใช้ได้เมื่อ 𝑨≠𝟎\mathbf A\ne\mathbf0

เวกเตอร์ตำแหน่ง ขึ้นกับจุดอ้างอิง ถ้าอนุภาคอยู่ 𝒓\mathbf r และจุดอ้างอิงใหม่อยู่ 𝒂\mathbf a เทียบกับจุดเดิม ระยะจากจุดใหม่ถึงอนุภาคคือ 𝒓′=𝒓−𝒂\mathbf r'=\mathbf r-\mathbf a ข้อนี้สำคัญเมื่อหาทอร์กหรือโมเมนตัมเชิงมุม

5. Dot product: เลือกส่วนที่ขนานกัน

𝑨⋅𝑩=AxBx+AyBy+AzBz=ABcos⁡θ.\mathbf A\cdot\mathbf B=A_xB_x+A_yB_y+A_zB_z=AB\cos\theta.

ผลลัพธ์เป็น สเกลาร์ และ 𝑨⋅𝑩=𝑩⋅𝑨\mathbf A\cdot\mathbf B=\mathbf B\cdot\mathbf A ถ้าตั้งฉากกันผลเป็นศูนย์ ถ้าทิศสวนกันมากกว่า 90∘90^\circ ผลติดลบ

ตัวอย่าง 𝑭=(3,4)N\mathbf F=(3,4)\,\mathrm N และ Δ𝒓=(2,−1)m\Delta\mathbf r=(2,-1)\,\mathrm m:

W=𝑭⋅Δ𝒓=(3)(2)+(4)(−1)=6−4=2J.W=\mathbf F\cdot\Delta\mathbf r=(3)(2)+(4)(-1)=6-4=2\,\mathrm J.

อย่าใช้ |𝑭||Δ𝒓||\mathbf F||\Delta\mathbf r| โดยลืม cosine และอย่าเปลี่ยนองค์ประกอบติดลบให้เป็นบวกก่อนทำ dot product สำหรับแรงแปรตามตำแหน่งต้องนำ 𝑭⋅d𝒓\mathbf F\cdot d\mathbf r ไปอินทิเกรต

6. Cross product: ขนาด พื้นที่ และทิศ

ผลคูณไขว้เป็น เวกเตอร์ ตั้งฉากกับเวกเตอร์ต้นทางทั้งสอง:

𝑨×𝑩=∣𝒊̂𝒋̂𝒌̂AxAyAzBxByBz∣.\mathbf A\times\mathbf B=\begin{vmatrix}\hat{\mathbf i}&\hat{\mathbf j}&\hat{\mathbf k}\\A_x&A_y&A_z\\B_x&B_y&B_z\end{vmatrix}.

ขยาย determinant ตามแถวแรก โดยเครื่องหมายเป็น +,−,++,-,+:

𝑨×𝑩=(AyBz−AzBy)𝒊̂+(AzBx−AxBz)𝒋̂+(AxBy−AyBx)𝒌̂.\mathbf A\times\mathbf B=(A_yB_z-A_zB_y)\hat{\mathbf i}+(A_zB_x-A_xB_z)\hat{\mathbf j}+(A_xB_y-A_yB_x)\hat{\mathbf k}.

ตัวอย่าง 𝒓=(1,2,−1)\mathbf r=(1,2,-1) และ 𝒑=(3,−1,2)\mathbf p=(3,-1,2):

Lx=(2)(2)−(−1)(−1)=3,L_x=(2)(2)-(-1)(-1)=3, Ly=(−1)(3)−(1)(2)=−5,L_y=(-1)(3)-(1)(2)=-5, Lz=(1)(−1)−(2)(3)=−7.L_z=(1)(-1)-(2)(3)=-7.

จึง 𝑳=(3,−5,−7)\mathbf L=(3,-5,-7) ตรวจด้วย dot product: 𝑳⋅𝒓=3−10+7=0\mathbf L\cdot\mathbf r=3-10+7=0 และ 𝑳⋅𝒑=9+5−14=0\mathbf L\cdot\mathbf p=9+5-14=0 ทั้งสองค่าเป็นศูนย์ตามที่ควรเป็น

ขนาดคือ |𝑨×𝑩|=AB|sin⁡θ||\mathbf A\times\mathbf B|=AB|\sin\theta| ส่วนทิศใช้กฎมือขวา สลับลำดับแล้วกลับเครื่องหมาย: 𝑩×𝑨=−𝑨×𝑩\mathbf B\times\mathbf A=-\mathbf A\times\mathbf B ในระนาบ xyxy ใช้ τz=xFy−yFx\tau_z=xF_y-yF_x และ Lz=xpy−ypxL_z=xp_y-yp_x ได้โดยตรง

7. อนุพันธ์: ความชันและอัตราการเปลี่ยน

f′(x)=limh→0f(x+h)−f(x)h.f'(x)=\lim_{h\to0}\frac{f(x+h)-f(x)}h.

ในฟิสิกส์ v=dx/dtv=dx/dt, a=dv/dta=dv/dt, ω=dθ/dt\omega=d\theta/dt, α=dω/dt\alpha=d\omega/dt ความชันบอกอัตราเปลี่ยน ไม่ใช่ค่าของฟังก์ชันเอง กราฟตำแหน่งเป็นบวกจึงไม่ได้แปลว่าความเร็วเป็นบวก

ฟังก์ชัน อนุพันธ์
xnx^n nxn−1nx^{n-1}
sin⁡x\sin x cos⁡x\cos x
cos⁡x\cos x −sin⁡x-\sin x
exe^x exe^x
ln⁡x\ln x เมื่อ x>0x>0 1/x1/x

กฎลูกโซ่: อนุพันธ์ชั้นนอก คูณอนุพันธ์ชั้นใน

ddtf(g(t))=f′(g(t))g′(t).\frac{d}{dt}f(g(t))=f'(g(t))g'(t).

ให้ x=Acos⁡(ωt+ϕ)x=A\cos(\omega t+\phi) โดย A,ω,ϕA,\omega,\phi คงที่ เริ่มจากอนุพันธ์ cosine เป็นลบ sine แล้วคูณอนุพันธ์ของ ωt+ϕ\omega t+\phi ซึ่งเป็น ω\omega:

v=−Aωsin⁡(ωt+ϕ),a=−Aω2cos⁡(ωt+ϕ)=−ω2x.v=-A\omega\sin(\omega t+\phi),\qquad a=-A\omega^2\cos(\omega t+\phi)=-\omega^2x.

กฎผลคูณและผลหาร

d(uv)dt=udvdt+vdudt,ddt(uv)=vu̇−uv̇v2.\frac{d(uv)}{dt}=u\frac{dv}{dt}+v\frac{du}{dt},\qquad \frac{d}{dt}\left(\frac uv\right)=\frac{v\dot u-u\dot v}{v^2}.

เมื่อ II เปลี่ยนตามเวลา ต้องใช้ d(Iω)/dt=Iω̇+ωİd(I\omega)/dt=I\dot\omega+\omega\dot I ไม่ใช่ IαI\alpha เพียงพจน์เดียว อีกตัวอย่างที่ใช้ใน work–energy คือ

a=dvdt=dvdxdxdt=vdvdx.a=\frac{dv}{dt}=\frac{dv}{dx}\frac{dx}{dt}=v\frac{dv}{dx}.

ความสัมพันธ์นี้ใช้ตามช่วงการเคลื่อนที่ที่เขียน vv เป็นฟังก์ชันของ xx ได้ ต้องระวังจุดวกกลับซึ่งมีมากกว่าหนึ่งทิศการเคลื่อนที่ที่ตำแหน่งเดียวกัน

8. อินทิกรัล: รวมทีละชิ้นและเก็บเครื่องหมาย

อินทิกรัลไม่จำกัดเขตให้ปฏิยานุพันธ์พร้อมค่าคงที่ ส่วนอินทิกรัลจำกัดเขตให้ผลสะสมระหว่างปลายทาง:

∫xndx=xn+1n+1+C(n≠−1),∫abf(x)dx=F(b)−F(a).\int x^n\,dx=\frac{x^{n+1}}{n+1}+C\quad(n\ne-1),\qquad \int_a^bf(x)\,dx=F(b)-F(a).

∫dxx=ln⁡|x|+C,∫ecxdx=ecxc+C(c≠0).\int\frac{dx}{x}=\ln|x|+C,\qquad\int e^{cx}\,dx=\frac{e^{cx}}c+C\quad(c\ne0).

ถ้า Fx=6−2xF_x=6-2x ในหน่วย SI งานจาก x=0x=0 ถึง 44 คือ

W=∫04(6−2x)dx=[6x−x2]04=(24−16)−(0−0)=8J.W=\int_0^4(6-2x)\,dx=[6x-x^2]_0^4=(24-16)-(0-0)=8\,\mathrm J.

เชิงเรขาคณิต ช่วง 0→30\to3 เป็นสามเหลี่ยมบวกพื้นที่ 12(3)(6)=9\frac12(3)(6)=9 และช่วง 3→43\to4 เป็นสามเหลี่ยมลบพื้นที่ −12(1)(2)=−1-\frac12(1)(2)=-1 จึงรวมได้ 88 เช่นกัน

เปลี่ยนตัวแปรและเปลี่ยนขอบเขตพร้อมกัน

หา ∫0∞e−t/Tdt\int_0^\infty e^{-t/T}\,dt เมื่อ T>0T>0: ให้ u=t/Tu=t/T จึง dt=Tdudt=T\,du และขอบเขตยังเป็น 0→∞0\to\infty

∫0∞e−t/Tdt=T∫0∞e−udu=T[−e−u]0∞=T(0+1)=T.\int_0^\infty e^{-t/T}\,dt=T\int_0^\infty e^{-u}\,du=T[-e^{-u}]_0^\infty=T(0+1)=T.

Integration by parts

มาจากกฎผลคูณ: d(uv)=udv+vdud(uv)=u\,dv+v\,du ดังนั้น ∫udv=uv−∫vdu\int u\,dv=uv-\int v\,du ตัวอย่าง ∫te−ctdt\int t e^{-ct}dt เลือก u=tu=t, dv=e−ctdtdv=e^{-ct}dt จะได้ du=dtdu=dt, v=−e−ct/cv=-e^{-ct}/c แล้ว

∫te−ctdt=−te−ctc−e−ctc2+C.\int t e^{-ct}dt=-\frac{te^{-ct}}c-\frac{e^{-ct}}{c^2}+C.

ตรวจทุกปฏิยานุพันธ์ได้ด้วยการหาอนุพันธ์ย้อนกลับ

9. พารามิเตอร์และ Line integral

เมื่อเส้นทางโค้ง ให้ตัวแปรเดียว tt บอกตำแหน่งทั้งสามแกน: 𝒓(t)=(x(t),y(t),z(t))\mathbf r(t)=(x(t),y(t),z(t)) ตัวแปรนี้อาจเป็นเวลา หรือเป็นเพียงพารามิเตอร์ไร้หน่วยก็ได้

d𝒓=𝒓′(t)dt,W=∫tatb𝑭(𝒓(t))⋅𝒓′(t)dt.d\mathbf r=\mathbf r'(t)\,dt,\qquad W=\int_{t_a}^{t_b}\mathbf F(\mathbf r(t))\cdot\mathbf r'(t)\,dt.

ทำตามลำดับ แทนเส้นทางในสนาม → หาอนุพันธ์เส้นทาง → dot product → อินทิเกรต เช่น สนาม 𝑭=(y,x)\mathbf F=(y,x) และทาง 𝒓(t)=(t,t2)\mathbf r(t)=(t,t^2), 0≤t≤10\le t\le1:

𝑭(𝒓(t))=(t2,t),𝒓′(t)=(1,2t),\mathbf F(\mathbf r(t))=(t^2,t),\qquad\mathbf r'(t)=(1,2t), 𝑭⋅𝒓′=t2+2t2=3t2,W=∫013t2dt=[t3]01=1.\mathbf F\cdot\mathbf r'=t^2+2t^2=3t^2,\qquad W=\int_0^13t^2dt=[t^3]_0^1=1.

หากเส้นทางแบ่งหลายช่วง ให้คำนวณแต่ละช่วงด้วยทิศจริงแล้วบวกงาน การกลับทิศเดินบนเส้นเดิมทำให้อินทิกรัลเปลี่ยนเครื่องหมาย ไม่ควรใช้ dsds ซึ่งเป็นระยะบวกแทนเวกเตอร์ d𝒓d\mathbf r โดยไม่ฉายแรงก่อน

10. อนุพันธ์ย่อยและ Gradient

อนุพันธ์ย่อยคือเปลี่ยนตัวแปรหนึ่งโดยตรึงตัวอื่นไว้ เช่น U(x,y)=x2y+3y2U(x,y)=x^2y+3y^2:

∂U∂x=2xy,∂U∂y=x2+6y.\frac{\partial U}{\partial x}=2xy,\qquad \frac{\partial U}{\partial y}=x^2+6y.

ตอนหาอนุพันธ์ตาม xx ถือ yy คงที่ แต่ตอนหาอนุพันธ์ตาม yy ต้องถือ xx คงที่ Gradient รวมความชันทุกแกน:

∇U=∂U∂x𝒊̂+∂U∂y𝒋̂+∂U∂z𝒌̂,𝑭=−∇U.\nabla U=\frac{\partial U}{\partial x}\hat{\mathbf i}+\frac{\partial U}{\partial y}\hat{\mathbf j}+\frac{\partial U}{\partial z}\hat{\mathbf k},\qquad \mathbf F=-\nabla U.

จึง 𝑭=(−2xy,−x2−6y)\mathbf F=(-2xy,-x^2-6y) สำหรับตัวอย่างข้างต้น โดยค่าสัมประสิทธิ์ต้องมีหน่วยให้ UU เป็นพลังงาน เวกเตอร์ ∇U\nabla U ชี้ทางที่ UU เพิ่มเร็วที่สุด ส่วนแรงชี้ทางลด UU และตั้งฉากกับเส้นระดับ U=constantU=\text{constant} ณ จุดที่ gradient ไม่เป็นศูนย์

สร้างพลังงานศักย์กลับจากแรง

ถ้า Fx=2xyF_x=2xy, Fy=x2+2yF_y=x^2+2y ให้เริ่ม ∂U/∂x=−2xy\partial U/\partial x=-2xy แล้วอินทิเกรตตาม xx:

U=−x2y+g(y).U=-x^2y+g(y).

ค่าคงที่ของการอินทิเกรตตาม xx อาจยังเป็นฟังก์ชันของ yy จึงต้องเขียน g(y)g(y) จากนั้นเทียบอีกแกน:

−∂U∂y=x2−g′(y)=x2+2y⇒g′(y)=−2y⇒g(y)=−y2+C.-\frac{\partial U}{\partial y}=x^2-g'(y)=x^2+2y\Rightarrow g'(y)=-2y\Rightarrow g(y)=-y^2+C.

จึง U=−x2y−y2+CU=-x^2y-y^2+C ตรวจทั้งสององค์ประกอบของแรงก่อนจบ

11. Curl และเหตุใดต้องดูโดเมน

∇×𝑭=∣𝒊̂𝒋̂𝒌̂∂x∂y∂zFxFyFz∣.\nabla\times\mathbf F=\begin{vmatrix}\hat{\mathbf i}&\hat{\mathbf j}&\hat{\mathbf k}\\\partial_x&\partial_y&\partial_z\\F_x&F_y&F_z\end{vmatrix}.

สนามสองมิติ 𝑭=(P,Q,0)\mathbf F=(P,Q,0) ที่ไม่ขึ้นกับ zz ให้เพียงองค์ประกอบ

(∇×𝑭)z=∂Q∂x−∂P∂y. (\nabla\times\mathbf F)_z=\frac{\partial Q}{\partial x}-\frac{\partial P}{\partial y}.

สำหรับ 𝑭=(y,x)\mathbf F=(y,x) ได้ 1−1=01-1=0 ส่วน 𝑭=(−y,x)\mathbf F=(-y,x) ได้ 1−(−1)=21-(-1)=2 จึงมีการหมุนเวียนเฉพาะที่

Curl เป็นศูนย์เป็นเงื่อนไขเฉพาะที่ การสรุปว่ามีพลังงานศักย์ค่าเดียวทั่วโดเมนต้องมีเงื่อนไขเรื่องความเรียบและโดเมนที่ไม่มีช่องโหว่ที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่าง

𝑭=(−yx2+y2,xx2+y2)\mathbf F=\left(-\frac{y}{x^2+y^2},\frac{x}{x^2+y^2}\right)

นิยามไม่ได้ที่จุดกำเนิด แม้ curl เป็นศูนย์นอกจุดนั้น แต่บนวงกลมหน่วย 𝒓(t)=(cos⁡t,sin⁡t)\mathbf r(t)=(\cos t,\sin t), 0≤t≤2π0\le t\le2\pi:

𝑭(𝒓(t))=(−sin⁡t,cos⁡t)=𝒓′(t),∮𝑭⋅d𝒓=∫02π1dt=2π≠0.\mathbf F(\mathbf r(t))=(-\sin t,\cos t)=\mathbf r'(t),\quad \oint\mathbf F\cdot d\mathbf r=\int_0^{2\pi}1\,dt=2\pi\ne0.

จึงห้ามใช้แค่คำว่า “curl = 0” แล้วข้ามการตรวจบริเวณที่สนามนิยาม

12. สมการเชิงอนุพันธ์และเงื่อนไขเริ่มต้น

สมการเชิงอนุพันธ์บอกความสัมพันธ์ระหว่างฟังก์ชันกับอัตราการเปลี่ยน การหาคำตอบต้องหา ทั้งรูปฟังก์ชันและค่าคงที่จากข้อมูลเริ่มต้น

แบบแยกตัวแปร: การลดแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล

dLdt=−γL(γ>0).\frac{dL}{dt}=-\gamma L\quad(\gamma>0).

สำหรับ L0≠0L_0\ne0 และก่อนจะหารต้องทราบว่าคำตอบไม่ผ่านศูนย์ในเวลาจำกัด แยกตัวแปรแล้วใช้ขอบเขต:

∫L0L(t)dL′L′=−γ∫0tdt′⇒ln⁡|L(t)L0|=−γt.\int_{L_0}^{L(t)}\frac{dL'}{L'}=-\gamma\int_0^tdt'\Rightarrow\ln\left|\frac{L(t)}{L_0}\right|=-\gamma t.

เครื่องหมายของ LL คงตามค่าเริ่มต้น จึง L(t)=L0e−γtL(t)=L_0e^{-\gamma t} กรณี L0=0L_0=0 มีคำตอบ L(t)=0L(t)=0 โดยตรง สำหรับแรงหน่วงเชิงมุม τ=−kω\tau=-k\omega และ II คงที่ จะมี γ=k/I\gamma=k/I

SHM: สมการอันดับสอง

ẍ+ω2x=0⇒x(t)=Ccos⁡ωt+Dsin⁡ωt.\ddot x+\omega^2x=0\quad\Rightarrow\quad x(t)=C\cos\omega t+D\sin\omega t.

หาอนุพันธ์ v=−Cωsin⁡ωt+Dωcos⁡ωtv=-C\omega\sin\omega t+D\omega\cos\omega t แล้วแทน t=0t=0:

C=x0,D=v0ω,x(t)=x0cos⁡ωt+v0ωsin⁡ωt.C=x_0,\qquad D=\frac{v_0}{\omega},\qquad x(t)=x_0\cos\omega t+\frac{v_0}{\omega}\sin\omega t.

สมการอันดับสองต้องการข้อมูลเริ่มต้นสองค่า ถ้า ω2\omega^2 เปลี่ยนเป็นค่าลบจริง รูปคำตอบจะไม่ใช่การสั่น sine/cosine แต่เกี่ยวข้องกับ exponential ซึ่งสอดคล้องกับสมดุลไม่เสถียร

13. แอมพลิจูด เฟส และการเลือกควอดแรนต์

เทียบ x=Ccos⁡ωt+Dsin⁡ωtx=C\cos\omega t+D\sin\omega t กับ Acos⁡(ωt+ϕ)A\cos(\omega t+\phi) โดยขยาย cosine ของผลบวก:

Acos⁡(ωt+ϕ)=Acos⁡ϕcos⁡ωt−Asin⁡ϕsin⁡ωt.A\cos(\omega t+\phi)=A\cos\phi\cos\omega t-A\sin\phi\sin\omega t.

จึง C=Acos⁡ϕC=A\cos\phi และ D=−Asin⁡ϕD=-A\sin\phi ยกกำลังสองแล้วบวก:

A=C2+D2=x02+(v0ω)2.A=\sqrt{C^2+D^2}=\sqrt{x_0^2+\left(\frac{v_0}{\omega}\right)^2}.

cos⁡ϕ=x0A,sin⁡ϕ=−v0Aω,ϕ=atan2⁡(−v0ω,x0).\cos\phi=\frac{x_0}{A},\qquad\sin\phi=-\frac{v_0}{A\omega},\qquad\phi=\operatorname{atan2}\left(-\frac{v_0}{\omega},x_0\right).

atan2(y,x) รับทั้งองค์ประกอบเพื่อรักษาควอดแรนต์ เช่น x0<0x_0<0 และ v0<0v_0<0 ให้ cosine ติดลบและ sine เป็นบวก จึงต้องอยู่ควอดแรนต์ II การใช้ arctan⁡(y/x)\arctan(y/x) อย่างเดียวอาจให้มุมต่างไป π\pi หาก A=0A=0 ระบบหยุดที่สมดุลและเฟสไม่มีความหมายเฉพาะ

14. Taylor expansion และเสถียรภาพ

ใกล้ x0x_0 เขียน ξ=x−x0\xi=x-x_0 แล้วขยายฟังก์ชันที่เรียบพอ:

U(x0+ξ)=U(x0)+U′(x0)ξ+12U″(x0)ξ2+⋯.U(x_0+\xi)=U(x_0)+U'(x_0)\xi+\frac12U''(x_0)\xi^2+\cdots.

ที่สมดุล U′(x0)=0U'(x_0)=0 ถ้า U″(x0)>0U''(x_0)>0 และ ξ\xi เล็กพอ พจน์กำลังสองครองพฤติกรรม:

F≈−U″(x0)ξ,mξ̈=−U″(x0)ξ,ω=U″(x0)m.F\approx-U''(x_0)\xi,\qquad m\ddot\xi=-U''(x_0)\xi,\qquad \omega=\sqrt{\frac{U''(x_0)}m}.

ถ้า U″(x0)<0U''(x_0)<0 การกระจัดเล็ก ๆ ถูกผลักออกจากสมดุล ถ้า U″(x0)=0U''(x_0)=0 ยังสรุปไม่ได้ ต้องดูพจน์อันดับสูงกว่า เช่น U=x4U=x^4 มี minimum ที่ศูนย์แต่ไม่มีพจน์สปริงเชิงเส้น ขณะที่ U=−x4U=-x^4 ไม่เสถียร

ตัวอย่าง U=ax4−bx2U=ax^4-bx^2 เมื่อ a,b>0a,b>0:

U′=4ax3−2bx=2x(2ax2−b)=0⇒x0=0,±b2a.U'=4ax^3-2bx=2x(2ax^2-b)=0\Rightarrow x_0=0,\ \pm\sqrt{\frac b{2a}}. U″=12ax2−2b.U''=12ax^2-2b.

ที่ศูนย์ U″=−2b<0U''=-2b<0 แต่ที่ minimum สองจุด U″=12a(b/2a)−2b=4bU''=12a(b/2a)-2b=4b จึง ω=4b/m\omega=\sqrt{4b/m} สำหรับการสั่นเล็ก

การประมาณลูกตุ้มใช้ sin⁡θ=θ−θ3/6+⋯\sin\theta=\theta-\theta^3/6+\cdots เมื่อ |θ|≪1|\theta|\ll1 โดยใช้เรเดียน ขนาดของพจน์ที่ละทิ้งเทียบพจน์หลักประมาณ θ2/6\theta^2/6 และช่วงที่ “เล็กพอ” ขึ้นกับความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับ

15. องค์ประกอบมวลและอินทิกรัลเชิงเรขาคณิต

เริ่มจาก I=∫r⟂2dmI=\int r_\perp^2\,dm เลือกแกนก่อนเลือกระยะ และเปลี่ยน dmdm ให้สัมพันธ์กับรูปร่าง:

dm=λdx(เส้น),dm=σdA(แผ่น),dm=ρdV(ปริมาตร).dm=\lambda\,dx\quad\text{(เส้น)},\qquad dm=\sigma\,dA\quad\text{(แผ่น)},\qquad dm=\rho\,dV\quad\text{(ปริมาตร)}.

แท่งสม่ำเสมอยาว ℓ\ell หมุนรอบแกนผ่านกลางและตั้งฉากกับแท่ง มี λ=M/ℓ\lambda=M/\ell:

I=Mℓ∫−ℓ/2ℓ/2x2dx=Mℓ[x33]−ℓ/2ℓ/2=Mℓ212.I=\frac M\ell\int_{-\ell/2}^{\ell/2}x^2dx=\frac M\ell\left[\frac{x^3}3\right]_{-\ell/2}^{\ell/2}=\frac{M\ell^2}{12}.

สำหรับจานสม่ำเสมอ ใช้วงแหวนรัศมี rr หนา drdr ซึ่งมีพื้นที่ dA=2πrdrdA=2\pi r\,dr และ σ=M/(πR2)\sigma=M/(\pi R^2):

I=∫0Rr2(2πσrdr)=2πσ[r44]0R=12MR2.I=\int_0^Rr^2(2\pi\sigma r\,dr)=2\pi\sigma\left[\frac{r^4}4\right]_0^R=\frac12MR^2.

ในพิกัดขั้ว dA=rdrdθdA=r\,dr\,d\theta ตัวประกอบ rr มาจากความยาวด้านโค้ง rdθr\,d\theta ไม่ใช่ค่าที่ใส่เพิ่มตามใจ ส่วนปริมาตรทรงกลม dV=r2sin⁡θdrdθdφdV=r^2\sin\theta\,dr\,d\theta\,d\varphi และระยะถึงแกน zz คือ r⟂=rsin⁡θr_\perp=r\sin\theta ต้องแยกสองบทบาทนี้ให้ออก

ความหนาแน่นแปรผันต้องหาค่าคงที่จาก M=∫dmM=\int dm ก่อน เช่น λ(x)=cx\lambda(x)=cx บน 0≤x≤ℓ0\le x\le\ell ให้ M=cℓ2/2M=c\ell^2/2 จึง c=2M/ℓ2c=2M/\ell^2 แล้วค่อยหา I=∫0ℓx2(cx)dx=Mℓ2/2I=\int_0^\ell x^2(cx)dx=M\ell^2/2

16. อ่านกราฟพลังงาน และคาบจากอินทิกรัล

สำหรับระบบหนึ่งมิติที่ E=K+U(x)E=K+U(x) และไม่มีการสูญเสีย จะมี

v2=2m(E−U(x))≥0.v^2=\frac2m(E-U(x))\ge0.

บริเวณที่เป็นไปได้จึงต้อง U(x)≤EU(x)\le E จุดที่ U=EU=E มีความเร็วศูนย์ แต่จะเป็นจุดวกกลับหรือจุดสมดุลต้องดูแรงและการเข้าถึงจุดนั้นด้วย การที่กราฟมีบริเวณอนุญาตสองบริเวณไม่ได้แปลว่าอนุภาคข้ามกำแพงระหว่างบริเวณได้

จาก dt=dx/vdt=dx/v บนช่วงที่เคลื่อนตามทิศ +x+x คาบของการเคลื่อนที่กลับไปกลับมาระหว่าง x−x_- กับ x+x_+ คือ

T=2∫x−x+dx2(E−U(x))/m.T=2\int_{x_-}^{x_+}\frac{dx}{\sqrt{2(E-U(x))/m}}.

สำหรับสปริงสมมาตร E=12kA2E=\frac12kA^2 ใช้หนึ่งในสี่คาบจาก 00 ถึง AA:

T=4mk∫0AdxA2−x2.T=4\sqrt{\frac mk}\int_0^A\frac{dx}{\sqrt{A^2-x^2}}.

ให้ x=Asin⁡ux=A\sin u, dx=Acos⁡ududx=A\cos u\,du, A2−x2=Acos⁡u\sqrt{A^2-x^2}=A\cos u เมื่อ 0≤u≤π/20\le u\le\pi/2 จึง

T=4mk∫0π/2du=2πmk.T=4\sqrt{\frac mk}\int_0^{\pi/2}du=2\pi\sqrt{\frac mk}.

แม้ตัวอินทิเกรตจะสูงขึ้นไม่จำกัดใกล้จุดวกกลับ อินทิกรัลนี้ยังมีค่าจำกัด นี่เป็นตัวอย่าง improper integral ที่ไม่ควรตัดทิ้งเพียงเพราะตัวส่วนเป็นศูนย์ที่ปลายช่วง

17. Hyperbolic functions และปริพันธ์เวลา

นิยาม cosh⁡u=(eu+e−u)/2\cosh u=(e^u+e^{-u})/2 และ sinh⁡u=(eu−e−u)/2\sinh u=(e^u-e^{-u})/2 จึงมี cosh⁡2u−sinh⁡2u=1\cosh^2u-\sinh^2u=1 โดย d(cosh⁡u)/du=sinh⁡ud(\cosh u)/du=\sinh u และ d(sinh⁡u)/du=cosh⁡ud(\sinh u)/du=\cosh u

เมื่อพบ x2−a2\sqrt{x^2-a^2} บนช่วง x≥a>0x\geq a>0 ลองแทน x=acosh⁡ux=a\cosh u โดย u≥0u\geq0 จะได้ dx=asinh⁡ududx=a\sinh u\,du และ x2−a2=asinh⁡u\sqrt{x^2-a^2}=a\sinh u ดังนั้น

∫aXdxx2−a2=∫0arcosh⁡(X/a)du=arcosh⁡(X/a).\int_a^X\frac{dx}{\sqrt{x^2-a^2}}=\int_0^{\operatorname{arcosh}(X/a)}du=\operatorname{arcosh}(X/a).

หารนิยาม cosh⁡u=z\cosh u=z แล้วตั้ง q=eu>0q=e^u>0 ได้ q+1/q=2zq+1/q=2z หรือ q2−2zq+1=0q^2-2zq+1=0. บนสาขา u≥0u\geq0 เลือก q=z+z2−1q=z+\sqrt{z^2-1} จึง

arcosh⁡z=ln⁡(z+z2−1),z≥1.\operatorname{arcosh}z=\ln\left(z+\sqrt{z^2-1}\right),\qquad z\geq1.

ใช้จริงในข้อ 6.28: t=m/karcosh⁡(X/x0)t=\sqrt{m/k}\operatorname{arcosh}(X/x_0). มวล 2kg2\,\mathrm{kg}, k=8N/mk=8\,\mathrm{N/m} และ X/x0=4X/x_0=4 ให้ t=12ln⁡(4+15)≈1.032st=\tfrac12\ln(4+\sqrt{15})\approx1.032\,\mathrm s. ถ้าใช้ x=acos⁡θx=a\cos\theta แทน จะเหมาะกับราก a2−x2\sqrt{a^2-x^2} คนละรูปกัน

18. ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักและอสมการ

กำหนด M=∑mi>0M=\sum m_i>0, น้ำหนัก wi=mi/M≥0w_i=m_i/M\geq0 ซึ่งรวมเป็น 11 และรัศมีเฉลี่ย c=∑wiric=\sum w_ir_i. ค่าเฉลี่ยของกำลังสองไม่เท่ากับกำลังสองของค่าเฉลี่ยเสมอไป: ความต่างคือความแปรปรวน

∑iwi(ri−c)2=∑iwiri2−c2≥0.\sum_iw_i(r_i-c)^2=\sum_iw_ir_i^2-c^2\geq0.

ดังนั้น I/M=∑wiri2≥c2I/M=\sum w_ir_i^2\geq c^2. เท่ากันเมื่อมวลทุกส่วนที่มีน้ำหนักบวกอยู่ที่รัศมี cc. นี่เป็นกรณีของอสมการ Jensen สำหรับฟังก์ชันนูน r2r^2 และพิสูจน์ด้วยการขยายกำลังสองได้โดยตรง

หากมีขอบเขต 0≤ri≤R0\leq r_i\leq R จะได้ ri2≤Rrir_i^2\leq Rr_i จึงมีขอบเขตบนด้วย:

Mc2≤I≤McR.Mc^2\leq I\leq McR.

สำหรับขอบเขตบน วางสัดส่วนมวล c/Rc/R ที่ RR และส่วนที่เหลือที่ 00 จะทำให้ค่าเฉลี่ยคงเดิมและได้ I=McRI=McR จริง ตัวอย่าง c=R/2c=R/2 ให้ MR2/4≤I≤MR2/2MR^2/4\leq I\leq MR^2/2. การวางมวลทั้งหมดที่ R/2R/2 สร้างค่าต่ำสุด ส่วนการแบ่งครึ่งไว้ที่ศูนย์กับขอบสร้างค่าสูงสุด — นำไปใช้ใน เฉลยข้อ 10.22

19. ฝึกเชื่อมคณิตกับฟิสิกส์

ลองทำก่อนเปิดเฉลย เขียนหน่วยและอธิบายการเลือกรากหรือเครื่องหมายให้ครบ

1 · แรง (4, −3) N กระทำผ่านการกระจัด (2, 5) m งานเป็นเท่าไร?
[

W=−7JW=-7\,\mathrm J

]
2 · r = (2, 1, 0) m และ F = (0, 6, 0) N จงหาทอร์ก
[

τz=12Nm\tau_z=12\,\mathrm{N\,m}

]
3 · x = 0.2 cos(5t + π/3) m จงหา v และ a
[

v=−sin⁡(5t+π/3)m/sv=-\sin(5t+\pi/3)\,\mathrm{m/s}; a=−5cos⁡(5t+π/3)m/s2a=-5\cos(5t+\pi/3)\,\mathrm{m/s^2}

]
4 · หาอินทิกรัลของแรง F = 3x² N จาก x = 0 ถึง 2 m
[

W=8JW=8\,\mathrm J

]
5 · U = ax² + by² โดย a,b > 0 หาทิศแรงและสมดุล
[

𝑭=(−2ax,−2by)\mathbf F=(-2ax,-2by); สมดุลเสถียรที่ (0,0)(0,0)

]
6 · SHM มี x₀ = 0 และ v₀ > 0 เฟสในรูป cosine ควรเป็นเท่าไร?
[

ϕ=−π/2+2nπ\phi=-\pi/2+2n\pi เมื่อ nn เป็นจำนวนเต็ม

]
7 · I(t) = I₀(1 + βt) และไม่มีทอร์กภายนอก หา ω(t)
[

ω(t)=ω0/(1+βt)\omega(t)=\omega_0/(1+\beta t) เมื่อ 1+βt>01+\beta t>0

]
8 · แท่งมี λ(x) = cx บนช่วง 0 ถึง ℓ จงหา c จากมวล M
[

c=2M/ℓ2c=2M/\ell^2

]

พร้อมแล้วไปใช้จริง: บท 6 งานและพลังงาน · บท 7 พลังงานศักย์ · บท 8 การสั่น · บท 9 ทอร์ก · บท 10 โมเมนต์ความเฉื่อย · บท 11 โมเมนตัมเชิงมุม

ไปเรียนด้วยกัน

วิทยาการ: นายสาธิต ศิริวัชน์ (Mr.Satit Siriwach) AKA.COOLNUT